สรุปผลการประชุม

มิติใหม่การรับนักเรียนและการเตรียมนักเรียนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

วันศุกร์ที่  25 กุมภาพันธ์ 2554  ณ โรงแรมรามาการ์เด้น กทม.

รมต.ชินวรณ์

1.    นโยบายการศึกษา  ให้โอกาสนักเรียน  ให้ความเสมอภาค  มีส่วนร่วม

2.    นโยบายเรียนฟรี 15 ปี เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายภาระผู้ปกครอง  ม่ใช้ฟรีทั้งหมดบางอย่างต้องจ่ายเพิ่ม

3.    ปฏิรูป 4 ใหม่  พลเมืองยุคใหม่  ครูยุคใหม่  สถานศึกษายุคใหม่  องค์กรแห่งการเรียนรู้(สสค.)

4.    วันจันทร์ที่ 28 ก.พ.54  พรบ.เงินเดือนเข้าที่ประชุม ส.ว.

5.    เตรียมความพร้อมนักเรียนเข้าสู่อาเซียน ปี 2558

-           หลักสูตรอาเซียน    -  การรับรองคุณวุฒิ  -  รับรองการแลกเปลี่ยน ครู-นักเรียน

-          เตรียมนักเรียนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่ 1

-          นักเรียน EP      ICT  (Fiber optic)

 

ศ.ดร.ชาญณรงค์  พรรุ่งโรจน์  (ผอ.สมศ.)

1. การจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา     ความจำเป็น – ค่านิยม – ประชานิยม – ธุรกิจ

2. ปริมาณความต้องการ   อาชีวะ  60% สามัญ  40 % แต่ความจริงมีนักเรียน  อาชีวะ 40%

สามัญ 60 % 

3. การคัดเลือกนักศึกษา ระบบรับตรง  กับ Admission

4.  ผลการประเมิน   รอบแรก  สมศ.  ปี  49 – 52  สพฐ.ผ่าน  32.82  %   เอกชน  47  %  ท้องถิ่น  69 %                          อาชีวะ  ตกหมด                                                             

                             รอบสอง                               สพฐ  ผ่าน   81 %    เอกชน  69   %   ท้องถิ่น  92 %  

    อาชีวะ  77 %

5.  แนวคิด   การประเมิน รอบ 3   ลดตัวบ่งชี้  น้อย ลง  ชัดเจน  จำง่าย  ไม่ซ้ำซ้อน

         1.  kpi  พื้นฐาน   (ต้องมีต้องทำ  / นำมาจากรอบ 1)

            2. kpi  อัตลักษณ์   (มีอะไรเด่นเสนอมา สมศ.ประเมิน )  เน้นเรื่องคุณธรรม

            3.  kpi  มาตรการส่งเสริม  (ตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม  - ไข้หวัดนก  สู่สากล  โภชนาการ สุขภาพ)

6. แนวทางการประเมิน

 แนวที่  1  มาตรการเทียบเคียง   KPI     เช่น   ม.สงฆ์

แนวที่  2         1  ช่วย  9     

       สถานศึกษา  1  better  ช่วย  9  สถานศึกษาให้เป็น  9   better

               กรณีที่  1  ตก  ช่วย  ผ่าน

                     กรณีที่  2  ได้ระดับคุณภาพเพิ่ม  1  เป็น  2   ถือว่าผ่าน

               

 

บัญชีเงินเดือนใหม่

posted on 16 Feb 2011 13:10 by mcl006
บัญชีเงินเดือนครู
 
ปรับ  5 เปอร์เซ็นต์   เดือนเมษายนแน่นอนนะครับ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ส่วนเงินเดือนขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์  ต้องรอเข้าที่ประชุม  สส.  กับ สว. ผ่านก่อนนะครับ แต่บัญชีเป็นดังนี้
 
 
 
ถ้า  8  เปอร์เซ็นต์ผ่านก่อน 1 เมษายน  คุณครูทุกคนจะได้ปรับเงินเดือน 2 ครั้งนะครับ  

edit @ 16 Feb 2011 13:14:08 by รองสารัตน์ KM

วิทยฐานะ ชำนาญการ

posted on 12 Jan 2011 10:20 by mcl006

สรุป ประชุมวิทยฐานะ ชำนาญการ

ห้องเทคโนโลยี  โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม  เวลา 14.00 – 16.00 น.

ผอ.สพม.เขต  38 

  1.  ผู้ส่งประเมินวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ  เยียวยา ที่ปรับปรุงผลงาน รุ่น 1 เยียวยา ส่งเขตเดิม  รุ่น 2 เยียวยา ส่ง สพม.เขต 38  การแก้ไขปกของผลงาน ให้สังกัดเขตเดิมก่อน
  2. การแต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน รอ การเลือกตั้ง อคกศ.เขต 38 ชุดใหม่ หลังการเลือกตั้ง  วันที่ 19 ม.ค. 54
  3. พรบ.เงินเดือนครู เพื่อปรับเงินเดือนเพิ่มให้ข้าราชการครูประมาณ 8 %  ของเงินเดือนเดิม   รอเข้ารัฐสภาประมาณวันที่ 26 ม.ค. 54   ถ้าผ่านก่อนเดือนเมษายน ครูจะได้ปรับเงินเดือน 8 % ก่อน จะปรับพร้อมกับข้าราชการอื่น  ในเดือนเมษายน  5 %
  4.  วันที่  15 มกราคม  2554  สพฐ. จะจัดรายการร่วมบริจาคให้  “กองทุนครูของแผ่นดิน” เพื่อบริจาคเข้ากองทุนครูของแผ่นดินทั่วประเทศ  เป้าหมายเงินสมทบเข้ากองทุน  84  ล้านบาท

เฉลียว   รัตนะ นักทรัพยากรบุคคล  โทร.  086-9271236

  1. คุณสมบัติผู้ประเมินวิทยฐานะชำนาญการ 

1.1 ดำรงตำแหน่งครู

 - ปริญญาโทต้องเป็นครูอย่างน้อย  4 ปี  ผู้ที่จบปริญญาโท สามารถประเมินได้เลย ณ วันนี้

ถ้าผู้จบปริญญาโทส่งตอนนี้ รอ อคกศ. เลือกตั้งในวันที่ 19 ม.ค. 54  แล้ว อคกศ.ชุดใหม่สามารถ แต่งตั้งกรรมการประเมินได้เลย

- ผู้จบปริญญาตรีต้องเป็นครู  อย่างน้อย  6 ปี  แบ่งเป็น  2  กรณี

กรณี ที่  1  ส่งก่อน 26 ธันวาคม  (วันประกาศใช้พรบ. เริ่มมี ครู คศ.1พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่  26 ธ.ค. 2547จะครบเป็น ครู คศ.1 6ปี ได้ในวันที่  26 ธ.ค.53)   ครูที่บรรจุก่อนปี 2547 แล้วส่งผลงานก่อน 26 ธันวาคม จึงต้องเทียบประสบการณ์โดยนับรวมในตำหน่งอาจารย์ 1 รวมกับ คศ.1 ด้วย ให้ได้อย่างน้อย  8  ปี   การเทียบประสบการณ์ เขต จะส่งรายชื่อให้ กคศ. เมื่อ กคศ. อนุมัติแล้วส่งมายัง  สพม.เขต 38  จึงจะสามารถแต่งตั้ง คณะกรรมการประเมินได้   แต่ ณ ตอนนี้มีผู้ผ่านการเปรียบเทียบประสบการณ์เพียง 1 คน ของเขต 38

กรณีที่ 2 เป็นครูครบ 6 ปี  และส่งผลงานหลัง 26 ธันวาคม  ไม่ต้องรอการเทียบประสบการณ์ สามารถให้ อคกศ.สพม. เขต 38 แต่งตั้งกรรมการประเมินได้เลย (อคกศ.เขต 38 เลือกตั้งวันที่ 19 ม.ค.54)

       1.2  ภาระงานสอน อย่างน้อย  12 ชั่วโมง  รวมงานพิเศษอื่น ต้องอย่างน้อย  18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

        1.3  ผลงานย้อนหลังต่อกัน 2 ปี

2.  กรรมการผู้ประเมินมีจำนวน 3 ท่าน   1) ผู้บริหารสถานศึกษา ณ สถานที่ที่ยื่นส่งผลงานการประเมิน  1  ท่าน  2)  ครู คศ.3   ในสถานศึกษาที่ยื่นผลงาน 1 ท่าน  3)  ผู้ประเมินนอกสถานศึกษา  1  ท่าน

3.  ให้ผู้รับการประเมินติดต่อผู้ประเมิน  ประเมินตามแบบประเมินให้แล้วเสร็จภายใน  3  เดือน  และส่งแบบประเมิน   เมื่อประเมินเสร็จ

4. ผลงานในการประเมิน  ทำ  4  ชุด  ส่ง  เขต  1  ชุด   และให้กรรมการประเมินประเมิน อีก 3 ชุด ซึ่งเก็บไว้สถานศึกษาที่ประเมิน

5. แบบประเมินสามารถขอรับ  CD ได้ที่คุณเฉลียว  ที่ สพม.เขต 38 หรือ Load จาก web กคศ.

6. การแต่งตั้งเมื่อประเมินผ่านแล้ว  จะแต่งตั้งให้ย้อนหลัง ณ วันที่ส่งให้เขตพื้นที่ คือวันที่เขตพื้นที่ลงรับหนังสือการยื่นผลงาน

7. ผู้ที่ประเมินผ่านแล้ว แต่เงินเดือนยังไม่ถึงก่อน 1 ขั้น ของ คศ.2  (14,690 บาท ) ต้องรอให้เงินเดือนถึงก่อน 1 ขั้นของคศ. 2 จึงจะสามารถแต่งตั้งให้ได้  (เมื่อเงินเดือนถึง ควรติดตามเจ้าหน้าที่ในการแต่งตั้งเพราะเจ้าหน้าที่อาจลืมได้)

 

รองฯ สารัตน์  พวงเงิน  12 ม.ค. 2554

 

วันนี้ ผมอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ สิ่งที่คนทั้งโลก เห็นความสำคัญ และใช้อ้างเป็นเหตุผลเสมอที่ดีได้เสมอทุกเหตุการณ์   นั้นคือ "เราทำเพื่อเด็ก" "เราแคร์เด็ก"  "เรารักเด็ก"   "ต้องทำเพื่อเด็กก่อน"  แม้กระทั่งอดีตนางสาวไทยที่ไปประกวดชนะเลิศ นางงามจักรวาล
ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางงามจักรวาล ปี 1988
 
 
ตอนที่ประกวดนางสาวไทยก็มี คำที่พูดติดปากว่า "ปุ๋ยรักเด็ก" (ปุ๋ยคือชื่อเล่น)
 
เด็กเป็นสัญลักษณ์ของความสดใสบริสุทธิ์  ที่คนทุกคนในโลกร่วมปกป้อง ให้ความสำคัญ เป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น   องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความ ตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้ความสำคัญแก่เด็ก ๆ โดยในปี พ.ศ. 2498 นายวี เอ็ม กุล ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศ ได้เป็นผู้เสนอต่อกรมประชาสงเคราะห์ ให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญ และความต้องการของเด็ก รวมถึงเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ

         ทั้งนี้ การขานรับกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ในปีเดียวกันนั้นเองทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40 ประเทศ จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติของตนขึ้น โดยได้มีการกำหนดว่าจะถือเอาวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ

         สำหรับประเทศไทย ได้ตอบรับข้อเสนอของนายวี เอ็ม กุลกานี ซึ่งบอกผ่านมาทางกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทยว่า ไทยควรจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติ รัฐบาลจึงได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
อย่างไรก็ตาม งานวันเด็กแห่งชาติครั้งแรกของประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2498 จากนั้นเป็นต้นมา ราชการได้กำหนดวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันเด็กแห่งชาติ โดยจัดต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2506 ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในปีนั้น ได้มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรที่จะเสนอเปลี่ยนวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติเสียใหม่ ด้วยเหตุผลว่า เดือนตุลาคมสำหรับประเทศไทย เป็นเดือนที่ยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก เด็ก ๆ ไม่สะดวกในการเดินทางมาร่วมงาน นอกจากนี้วันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้

         ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบ ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2507 ว่า ควรจะเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม ที่มีความเหมาะสมและสะดวกมากกว่า ตามที่คณะกรรมการจัดงานวัดเด็กแห่งชาติเสนอมา ส่งผลให้ในปี 2507 ไม่มีงานวันเด็กแห่งชาติด้วยการประกาศเปลี่ยนได้เลยวันมาแล้ว งานวันเด็กแห่งชาติจึงเริ่มจัดขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 2508 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน
 
ซึ่ง "รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ" คำขวัญวันเด็กในปีนี้จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย ซึ่งท่านนายกฯ ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับแนวคิดของคำขวัญนี้ว่า

          รอบคอบ - เนื่องมาจากปัจจุบัน มีทางเลือกที่จะรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อใหม่ต่าง ๆ มากมาย ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เห็นว่า เยาวชนไทยต้องรู้รอบด้าน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนอาจทำสิ่งที่เกิดปัญหาแก่ตนเองและสังคมได้ในอนาคต

          รู้คิด - เมื่อเยาวชนไทยเรียนรู้รอบด้านแล้ว ต้องรู้จักคิดใช้ชีวิตอย่างมีสติไม่ประมาท ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ จึงอยากให้น้อง ๆ เด็ก ๆ รู้จักคิดให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นด้วย

          จิตสาธารณะ - สังคมต้องพึ่งพิงกัน เห็นได้ในยามมีภัยคนไทยเราช่วยกัน การปลูกฝังจิตสำนึกเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งในสังคม โดยต้องเริ่มที่เด็ก ๆ เยาวชนไทย
 
         แม้นักเรียนเมืองเชลียงส่วนใหญ่จะเลย วัยเด็กมาแล้วแต่   คำว่า  "รอบคอบ  รู้คิด  มีจิตสาธารณะ" ก็คงจะใช้ได้กับนักเรียนชั้น ม.1 - ม.6 ของนักเรียนเมืองเชลียง ด้วยที่จะเห็นว่า
 
    รอบคอบ  นักเรียนเรายังใช้เทคโนโลยีไม่ถูกกับประโยชน์และใช้ไม่รอบคอบรอบด้าน เช่น
           1.  โทรศัพท์มือถือ ของนักเรียน  นักเรียนใช้ประโยชน์ได้ในทางบวก หรือ ทางลบ  มากกว่ากัน  นักเรียนลองตั้งคำถามตัวเอง  เราใช้โทรเพื่อเกิดประโยชน์  10 ครั้ง  กี่ครั้ง  (เรื่องไม่เกิดประโยชน์ เช่น โทรคุยกับเพื่อนตอนเย็น ทั้งที่เวลามาโรงเรียนเจอกันอยู่แล้ว อ้าว ทำไมไม่คุยกัน   โทรไปหาแฟน เป็นเวลามากกว่า  15 นาที  แสดงว่า แฟนเราเป็นคนคุยไม่รู้ หรือ เราเป็นคนคุยไม่รู้เรื่อง   มีโทรศัพท์ไว้เก็บคลิปวีดีโอในทางที่เสื่อม      มีโทรศัพท์ราคาแพงแต่ใช้โทรคุยกันอย่างเดียว  )    บางคนถึงกับเก็บเงินไว้ใช้ในการเติมเงินโทรศัพท์  แทนที่จะซื้อ วัสดุอุปกรณ์ในการเรียน ก็ยังมี
            
        2.  คอมพิวเตอร์  ลองถามตัวเองในเวลาใช้คอมพิวเตอร์   เราใช้คอมพิวเตอร์ เล่นเกม  Hi5   facebook  มากกว่า ค้นหาข้อมูล ทำรายงาน หรือเปล่า
  และบางคนยังใช้ในการ chat ส่ง clip xx   ศึกษาเรื่องทางเพศ  ใช้คอมพิวเตอร์เป็นแหล่งอบายมุข แล่งเสื่อมให้กับตัวเอง  จนทำให้เกิดหนทางในทางทำผิด ทำเสื่อมมากวว่า ทำดี และเกิดประโยชน์
 
    นี้คือตัวอย่างของความไม่รอบคอบ
               รู้คิด   ให้เกิดประโยชน์ ตัวเองและผู้อื่น  ผู้อื่นเป็นเรื่องสำคัญ  คิดอย่างมีสติก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่นักเรียนโรงเรียนเมืองเชลียงจะต้อง มีไว้ในทุกคนให้ได้เพราะมันจะนำพาไปสู่ เรื่องของ อนาคตที่ดี  เมื่อรู้คิดดีในปัจจุบัน อนาคตก็สดใส
 
             มีจิตสาธารณะ  นี้เรื่องใหญ่  เป็น  สิ่งสำคัญที่เรานำมาใส่ในหลักสูตรให้นักเรียนเมืองเชลียง เลยก็ได้เพื่อให้มีจิตสาธารณะ  นักเรียนลองสำรวจตัวเอง 
 
เริ่มแต่ตอนเช้าเข้าแถว นักเรียนมีจิตสาธารณะหรือไม่  เช่น นักเรียนที่เข้าแถวก็ต้องมีจิตสาธารณะที่จะเข้าแถวให้ตรง ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ ให้อย่างดี เพื่อ ภาพลักษณ์ที่มองออกไปโดยส่วนรวมแล้วของการเข้าแถวหน้าเสาธงดูดี      ส่วนนักเรียนที่เป็นวงดุริยางค์ก็ต้องมีจิตสาธารณะมากไปกว่านักเรียนที่อยู่ในแถวปกติ ต้อง แบกกลอง หนักเดินมาตั้งไกล และต้อวเล่นเครื่องดนตรีอีก ทุกวัน เพื่อให้ภาพรวมดูดี
 
นักเรียนที่รับประทานอาหารนักเรียนเก็บจานหรือไม่ ถ้านักเรียนเก็บนักเรียนมีจิตสาธารณะ
 
นักเรียนกินขนม นักเรียน ทิ้งถุงขนมใส่ถังขยะหรือเปล่า  ถ้านักเรียนทิ้งนักเรียนมีจิตสาธารณะ
 
นักเรียนเห็นคนอื่นเดือดร้อนนักเรียนช่วยหรือเปล่า  ถ้านักเรียนช่วยนักเรียนมีจิตสาธารณะ
 
นักเรียนเห็นผู้อื่นถือของหนัก นักเรียนช่วยหรือเปล่าถ้านักเรียนช่วยนักเรียนมีจิตสาธารณะ
 
นี้เป็นเพียงตัวอย่าง  ถ้านักเรียน  รอบคอบ  รู้คิด  นักเรียนก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า พฤติกรรมใดบ้างที่มีจิตสาธารณะ
 
ผมก็คงจะขอฝากไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ
 
     
 

edit @ 7 Jan 2011 10:20:10 by รองสารัตน์ KM

edit @ 7 Jan 2011 10:23:50 by รองสารัตน์ KM

edit @ 2 Aug 2011 16:41:37 by รองสารัตน์ KM

สวัสดีปีใหม่ 2554

posted on 28 Dec 2010 10:14 by mcl006
สวัสดีปีใหม่ 2554

 

 

 

edit @ 28 Dec 2010 10:21:12 by รองสารัตน์ KM